แทงบอลชุด พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000
พื้นที่โฆษณา
120x120
080-000-0000

Recent Posts

Pages: 1 [2] 3
11


กองกลางมิดฟิลด์ตัวกลางอีกคนหนึ่งของลิเวอร์พูลในขณะนี้คือ นาบี เกอิต้า เกิดเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1995 อายุได้ 25 ปี ส่วนสูง 1.70 เมตร ข้าวที่ถนัดที่สุดคือเท้าขวา มีสัญชาติกินี

นาบีเกอิต้าได้ย้ายมาจากสโมสรคือ แอร์เบ ไลป์ซิก และมาเซ็นสัญญากับลิเวอร์พูลเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ.2018 และสิ้นสุดสัญญา 30 มิถุนายน ค.ศ. 2023 ในการเข้าเล่นกับ Liverpool นั้นจะสวมเสื้อเบอร์ 8 ถ้าตัวขนาดนี้คือ 37.80 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

และปัจจุบันนาบีเกอิต้านั้นได้ลงเล่นทีมชาติให้กับ Guinea สำหรับข้อมูลการลงเล่นทีมชาตินั้นก็คือรายการการแข่งขันฟุตบอลแอฟริกันเนชั่นคัพรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกฟุตบอลแอฟริกันเนชั่นส์คัพและฟุตบอลกระชับมิตรทีมชาติ

เกียรติประวัติในสโมสรของ นาบีเกอิต้า Red bull Salzburg คือ Aistrian Football Bundesliga ในฤดูกาล 2014-2015 และฤดูกาล 2015-2016 Aistrian Cup ในฤดูกาล 2014-2015 และ 2015-2016 จากนั้นลิเวอร์พูลแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกฤดูกาล 2018-2019 แชมป์ยูฟ่าซุปเปอร์คัพและฟุตบอลชิงแชมป์โลกสโมสรโลกในปี ค.ศ.2019

เกียรติประวัติส่วนตัวของนาบีเกอิต้าคือ Bundesliga team of the season ฤดูกาล 2016-2017 UEFA Europa League  Super of the season ในฤดูกาล 2017-2018 และ caf of the year 2018

สำหรับสถิติอาชีพของนาบีเกอิต้าคือ FC Istres ลงเล่นทั้งหมด 23 นัด ได้ประตู 4 ประตู จากนั้นเล่นให้เรดบูลซัลบวร์ก ลงเล่นทั้งหมด 81 นัด ได้ประตู 20 ประตู เล่นให้ แอร์เบ ไลพ์ซิช ลงเล่นทั้งหมด 71 นัด ทำประตูได้ 17 ประตู และสโมสรล่าสุดสโมสรลิเวอร์พูลลงเล่นทั้งหมด 51 นัด ทำประตูได้ 6 ประตู รวมทั้งหมดลงเล่น 226 นัด ทำประตูได้ 47 ประตู
12
ตำนานอีกคน เจอประจำใน fifa แต่ไม่อยากได้เลย  :54bd3bbb:
14

มาร์ก โอเวอร์มา เล่นในตำแหน่ง ปีกซ้าย  ฤดูกาล 1997/1998 มาร์ก โอเวอร์มา ได้ลงสนาม 46 นัดรวมทุกรายการ อยู่ในสนามเป็นเวลา 3,291 นาที ยิงได้ 16 ประตู  และจ่าย 6แอสซิสต์

แบ่งเป็นการลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 32 นัด เป็นตัวจริง 32 นัด อยู่ในสนามเป็นเวลา 2,679 นาที ยิงได้  12 ประตู และจ่าย 5 แอสซิสต์ มาร์ก โอเวอร์มา ได้ลงสนาม 11 นัดติดต่อกันในช่วงนัดที่ 26 ถึงนัดที่36  และจาก  11 นัดดังกล่าว อาเซน่อล ชนะรวดทั้ง 11 นัด โดยที่มาร์ก โอเวอร์มา ยิงได้ 5 ประตู และจาก 12 ประตูที่ยิงได้ในพรีเมียร์ลีก เป็นการยิง 2 ประตู 3 นัด ยิง 1 ประตู 6 นัด
จบฤดูกาลนั้น อาเซน่อลเป้นแชมป์พรีเมียร์ลีก ด้วยการมีแต้มมากกว่า แมนฯยูไนเต็ด 1 คะแนน

ฟุตบอลเอฟเอคัพ 1997/1998 มาร์ก โอเวอร์มา ได้ลงสนาม 2 นัด นัดแรกในรอบ 8ทีมสุดท้าย
อาเซน่อล เสมอ เวสแฮมต์ 1-1 ต้องไปแข่งนัดรีเพลย์ซึ่ง มาร์ก โอเวอร์มา ไม่ได้ลงสนาม ซึ่งนัดนั้นอาเซน่อล ชนะ จุดโทษเวสแฮมต์ 4-3 นัดที่2 มาร์ก โอเวอร์มา ได้ลงสนามในรอบชิงชนะเลิศ

อยู่ในสนาม 90 นาทีเต็ม ยิง 1 ประตู ช่วยให้ อาเซน่อล มีชัยเหนือ นิวคาสเซิล 2-0
ฟุตบอลลีกคัพ 1997/1998 มาร์ก โอเวอร์มา ได้ลงสนาม 3 นัด นัดแรกในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ลงสนาม 88 นาที ยิงได้ 1 ประตู ช่วยให้อาเซน่อล เอาชนะ เวสแฮมต์ 2-1 นัดที่2 ลงสนามในรอบรองชนะเลิศนัดแรก ยิง 1 ประตู จ่าย 1 แอสซิสต์ ช่วยให้อาเซน่อล ชนะ เชลซี 2-1 และนัดที่3 ลงสนามในรอบรองชนะเลิศนัดที่2 อยู่ในสนาม 90 นาที อาเซน่อล แพ้ เชลซี 1-3 รวมผล2 นัด
อาเซน่อลตกรอบด้วยสกอร์ 3-4

สรุปฤดูกาล 1997/1998 อาเซน่อล เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก และ แชมป์เอฟเอคัพ โดยที่ มาร์ก โอเวอร์มา มีส่วนร่วมในการลงสนาม 46 นัด เป็นรองเพียงแค่ ไนเจล วินเทอร์เบิร์น 49 นัด

มาร์ก โอเวอร์มายิงได้ 16 ประตู มากที่สุดเป็นอันดับ2 ของทีม เป็นรองแค่ เดนนิส เบิร์กแคม ที่ยิงได้ 22 ประตู โดยทั้งฤดูกาล มาร์ก โอเวอร์มา ไม่ได้รับใบเหลืองแม้แต่ใบเดียว สวนทางกับปาทริค วิเอร่า ที่ได้รับใบเหลืองถึง 10 ใบ
15


ปาทริค วิเอร่า เล่นในตำแหน่งกองกลางให้กับ อาเซน่อล ในฤดูกาล 1997/1998 เขาได้ลงสนาม 39 นัด รวมทุกรายการ อยู่ในสนามเป็นเวลา 3,220 นาที ยิงได้ 2 ประตู และจ่าย 4 แอสซิสต์

แบ่งเป็นการลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 33 นัด เป็นตัวจริง 31 นัด เป็นตัวสำรอง 2 นัด อยู่ในสนามเป็นเวลา 2,722 นาที ยิง 2 ประตู และจ่าย 4 แอสซิสต์ โดยเขาพลาดลงสนามในพรีเมียร์ลีก เพียงแค่ 5 นัดเท่านั้น และช่วงนัดแรกถึงนัดที่14 เขาได้ลงสนามติดต่อกันทั้ง 14 นัด เช่นเดียวกันกับในช่วง นัดที่ 27 ถึงนัดที่ 38 เขาก็ได้ลงสนามติดต่อกัน 14 นัด จบฤดูกาลนั้น อาเซน่อล เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก ด้วยสถิติชนะ23 เสมอ9 แพ้ 6 ยิงได้ 68 เสีย 33 ประตู มี 78 คะแนน โดยพวกเจามีแต้มเหนือกว่ารองแชมป์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพียงแค่ 1 คะแนนเท่านั้น  อันดับ3 ลิเวอร์พูล และอันดับ4 เชลซี ขณะที่อันดับ5 ลีดส์ ยูไนเต็ด

ฟุตบอลเอฟเอคัพ ฤดูกาล 1997/1998 ปาทริค วิเอร่า ได้ลงสนาม 2 นัด นัดแรกในการเจอกับ เวสแฮมต์ ยูไนเต็ด ในรอบที่6 ซึ่งผลจบลงด้วยการเสมอกัน 1-1 ต้องไปรีเพลย์ในนัดที่ 2 ซึ่งอาเซน่อล เป็นฝ่ายเอาชนะด้วยการดวลจุดโทษ 4-3  ส่วนอีก 1 นัดคือรอบชิงชนะเลิศ ที่อาเซน่อล มีชัยเหนือ นิวคาสเซิล 2-0 โดย ปาทริค วิเอร่า ได้ลงสนามครบทั้ง 90 นาที

ฟุตบอลลีกคัพ ฤดูกาล 1997/1998 ปาทริค วิเอร่า ได้ลงสนาม2 นัดเช่นเดียวกัน นัดแรกคือในรอบ 8 ทีมสุดท้าย อาเซน่อล มีชัย เหนือ เวสแฮมต์ ยูไนเต็ด 2-1  และมาได้ลงสนามอีกนัด ในรอบรองชนะเลิศนัดที่2 ที่ อาเซน่อล แพ้ เชลซี 1-3 ตกรอบด้วยสกอร์รวม 2 นัด 3-4
.ในส่วนของฟุตบอลยุโรป รายการยูฟ่าคัพ ปาทริค วิเอร่า ได้ลงเล่น 2 นัด นัดแรกอาเซน่อล แพ้ให้กับ PAOK 0-1 ก่อนจะมาเสมอกันในนัดที่ 2 อีก 1-1 ทำให้อาเซน่อลจอดป้ายแค่รอบแรก

สรุปฤดูกาล 1997/1998 อาเซน่อลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และ เอฟเอคัพ กลายเป็นดับเบิ้ลแชมป์
ปาทริค วิเอร่า ลงสนาม 39 นัดรวมทุกรายการ ซึ่งคนที่ได้ลงเล่นมากที่สุดคือ ไนเจล วินเทอร์เบิร์น 49 นัด ปาทริค วิเอร่า ได้รับใบเหลือง 10 ใบมากที่สุดของอาเซน่อล โดยมี สตีฟ โบลด์ ตามมาติดๆที่จำนวน 9 ใบ และ ปาทริค วิเอร่า ได้รับใบแดง2 ใบ มากที่สุดในทีมอาเซน่อล
16


ลี ดิ๊กซั่น เล่นในตำแหน่งกองหลัง โดยลี ดิ๊กซั่นอยู่กับอาเซน่อล มาตั้งแต่ปี 1988
เข้าสู่ฤดูกาล 1997/1998 ลี ดิ๊กซั่น  ได้ลงสนามให้อาเซน่อลรวมทุกรายการ 34 นัด
มีเวลาอยู่ในสนาม 2,831 นาที ยิงประตูไม่ได้ จ่าย 1 แอสซิสต์  โดยจาก 34 นัดที่ได้ลงสนาม
เป็นการลงเล่นตัวจริง 30 นัด และเป็นตัวสำรอง 4 นัด

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 1997/1998  ลี ดิ๊กซั่น  ได้ลงสนามทั้งหมด 28 นัด เป็นตัวจริง 26 นัด
เป็นตัวสำรอง 2 นัด อยู่ในสนามเป็นเวลา  2,261 นาที ยิงประตูไม่ได้ จ่าย 1 แอสซิสต์
อาเซน่อลจบฤดูกาลนั้นด้วยการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก ด้วยสถิติชนะ23 เสมอ9 แพ้ 6 มี78คะแนน
มีแต้มเหนือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แค่ 2 คะแนนเท่านั้น อันดับที่3 ลิเวอร์พูล 65 คะแนน
อันดับ4 เชลซี 63 คะแนน อันดับ5 ลีดส์ ยูไนเต็ด 59 คะแนน


ฟุตบอลเอฟเอคัพ 1997/1998 ลี ดิ๊กซั่น ได้ลงสนาม 2 นัด เป้นตัวจริงทั้ง 2 นัด อยู่ในสนาม 180นาที
และได้ลงเล่นรอบชิงชนะเลิศ ในตำแหน่งแบ็คขวา ซึ่งอาเซน่อล เป็นฝ่ายมีชัยเหนือนิวคาสเซิล
ที่มีอลัน  เชียเรอร์ เป็นกองหน้าหมายเลข 1 ด้วยสกอร์ 2-0
ในส่วนของฟุตบอลลีกคัพ ลี ดิ๊กซั่น ได้ลงสนาม 2 นัด อาเซน่อลไปได้ถึงรอบรองชนะเลิศ
ก่อนจะแพ้ให้กับเชลซี ด้วยสกอร์รวม 2 นัด  3-4[ชนะ2-1 ,แพ้ 1-3]
ทางด้านฟุตบอลยูฟ่าคัพ ลี ดิ๊กซั่น ได้ลงสนาม 2 นัด อาเซน่อล จอดป้ายเพียงรอบแรก           
โดยพ่ายแพ้ให้กับ PAOK ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 1-2 [แพ้ 0-1, เสมอ1-1]

สรุปฤดูกาล 1997/1998 อาเซน่อล ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก และแชมป์เอฟเอคัพ
กลายเป็นดับเบิ้ลแชมป์ฟุตบอลอังกฤษ ส่วนแชมป์ลีกคัพ เป็นของเชลซี
นักเตะที่ยิงประตูให้อาเซน่อล มากที่สุดคือ เดนนิส เบิร์กแคม 22 ประตู
นักเตะที่ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกให้อาเซน่อลมากที่สุด คือ เดนนิส เบิร์กแคม 16 ประตู
นักเตะที่ลงสนามให้อาเซน่อล มากที่สุดคือ ไนเจล วินเทอร์เบิร์น 49 นัด
นักเตะที่ลงสนามในพรีเมียร์ลีกให้อาเซน่อลมากที่สุดคือ ไนเจล วินเทอร์เบิร์น 36 นัด
นักเตะที่ได้รับใบเหลืองมากที่สุดของอาเซน่อลคือ ปาทริค วิเอร่า 10 ใบ
นักเตะที่ได้รับใบแดงมากที่สุดของอาเซน่อลคือ ปาทริค วิเอร่า 2 ใบ



17

จิมมี่ ฟลอยซ์ ฮัดเซลแบงค์ เล่นในตำแหน่ง กองหน้า ย้ายมาอยู่กับลีดส์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 1997/1998 ด้วยค่าตัว 2 ล้านปอนด์  เพียงฤดูกาลแรก ฮัดเซลแบงค์ ก็ยึดตัวหลักของลรดส์ ได้ทันที ได้ลงสนาม 40 นัด รวมทุกรายการ ยิงไป 22 ประตู แบ่งเป็นการลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 33 นัด อยู่ในสนามเป็นเวลา 2,640 นาที ยิงได้ 16 ประตู ฤดูกาลนั้นลีดส์ จบอันดับที่ 5 ของพรีเมียร์ลีก ส่วนแชมป์เป็นของอาเซน่อล 78 คะแนน รองแชมป์แมนฯยูไนเต็ด 77 คะแนนขณะที่ในฟุตบอลเอฟเอคัพ ลีดส์ ไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก่อนจะพ่ายให้วูล์ฟแธมตั้น 0-1 ส่วนฟุตบอลลีกคีพ ลีดส์ จอดป้ายแค่รอบที่4 แพ้ให้กับเรดดิ้ง 2-3

เข้าสู่ฤดูกาล 1998/1999 เป็นซีซั่นที่ 2 ของจิมมี่ ฟลอยซ์ ฮัดเซลแบงค์ เข้าได้ลงสนาม 47 นัด
รวมทุกรายการ แบ่งเป็นการลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 36 นัด อยู่ในสนามเป็นเวลา 3,136 นาที ยิงได้ 18ประตู จ่าย 13 แอสซิสต์ จบฤดูกาลนั้น ลีดส์ ยูไนเต็ด ได้อันดับที่ 4 แชมป์ตกเป็นของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 79 คะแนน รองแชมป์อาเซน่อล 77 คะแนน ที่3เชลซี 75 คะแนน

ส่วนฟุตบอลเอฟเอคัพ  ลีดส์ไปได้แค่รอบที่5 และลีกคัพก็จอดป้ายแค่รอบที่ 4 และในฤดูกาลนั้น ฮัดเซลแบงค์ ได้รับรางวัลดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีก โดยยิงได้ 18 ประตู เท่ากับดไวท์ ยอร์ก ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและไมเคิล โอเว่น ของลิเวอร์พูลเท่านั้นยังไม่พอ ฮัดเซลแบงค์ ยังแอสซิสต์ได้มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก ด้วยจำนวน 13 ครั้ง เท่ากับ เดนนิส เบิร์กแคม ของอาเซน่อล  ส่วนเดวิด เบ็คแคม แอสซิสต์ 11 ครั้ง

ในส่วนของการเล่นทีมชาติ ฮัดเซลแบงค์ ติดทีมชาติฮอลแลนด์ในปี 1998 ถึงปี 2002 ได้ลงสนามให้ทีมชาติฮอลแลนด์ 23 นัด ยิงได้ 9 ประตู โดยฮัดเซลแบงค์ เป็น1 ในนักเตะชุดฟุตบอลโลกปี 1998 ที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ ได้ลงสนาม 69 นาทีในนัดที่ฮอลแลนด์ เสมอ เบลเยี่ยม 0-0 และลงเป็นตัวสำรอง 12 นาที ในนัดที่ฮอลแลนด์ เสมอ เม็กซิโก 2-2 และในฟุตบอลโลกครั้งนั้น ฮอลแลนด์ไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก่อนจะแพ้จุดโทษ บราซิล 2-4 ซึ่งฮัดเซลแบงค์ไม่ได้ลงเล่น
18

มาร์ติน คีโอว์น เกิดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ปี 1966 ที่ประเทศอังกฤษ
เริ่มต้นเล่นฟุตบอลระดับเยาวชนกับสโมสรอาเซน่อลในป 1980 ก่อนจะถูกดันขึ้นไป
เล่นกับทีมชุดใหญ่ในปี 1984 คีโอว์นไม่สามารถแจ้งเกิดกับอาเซน่อลได้ จึงถูกส่งไปให้
ไบรตันยืมตัวในปี 1984 ตามด้วยการย้ายไปอยู่กับแอสตัล วิลล่า ในปี 1986 ต่อด้วยการ
ย้ายไปอยู่กับเอฟเวอร์ตัน ในปี 1989 แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จอะไรเลย

เข้าสู่ฤดูกาล 1992/1993 อาเซน่อลดึงตัวคีโอว์น กลับมายังถิ่นไฮบิวรี่อีกครั้ง เค้าได้ลงสนาม
16 นัดในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนั้นอาเซน่อล จบอันดับที่ 10 ในพรีเมียร์ลีก แต่พวกเค้าได้แชมป์
เอฟเอคัพ และลีกคัพไปครองได้ทั้ง 2 ถ้วย แต่คีโอว์น ไม่ได้ลงสนามในบอลถ้วยแม้แต่นัดเดียว

เข้าสู่ฤดูกาล 1997/1998 มาร์ติน คีโอว์น ซึ่งเป็นตัวหลักของทีมมาตลอด แต่ดันเจ็บ
ช่วงต้นฤดูกาล ได้ลงสนามในพรีเมียร์ลีก 18 นัด จบฤดูกาลนั้นอาเซน่อล เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก
ด้วยการมีแต้มเหนือแมนฯยู 1 คะแนน กลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกของอาเซน่อล
เท่านั้นยังไม่พอ อาเซน่อลยังได้แชมป์เอฟเอคัพ อีก 1 รายการ จากชัยชนะเหนือนิวคาสเซิล 2-0
โดยมาร์ติน คีโอว์น ได้ลงเล่นเป็นตัวจริง ในรอบชิงชนะเลิศ

ฤดูกาล 2001/2002 คีโอว์น ได้ลงสนาม 34 นัดรวมทุกรายการ แบ่งเป็นการลงเล่นพรีเมียร์ลีก  22 นัด
อาเซน่อลกลับมาเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง โดยมีแต้มเหนือลิเวอร์พูล 7 คะแนน
และยังสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลเอฟเอคัพ มาครองได้อีก 1 รายการ จากชัยชนะเหนือเชลซี 2-0
ซึ่งคีโอว์น ได้ลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศ 1 นาที ในฐานะตัวสำรอง แต่นัดก่อนหน้านั้น
ในรอบรองชนะเลิศ คีโอว์น ลงเป็นตัวจริง ซึ่งอาเซน่อล ชนะ มิดเดิ้ลสโบรซ์ 1-0

หลังจากฤดูกาลนั้น มาร์ติน คีโอว์น อยู่กับอาเซน่อล จนถึงฤดูกาล 2003/2004
รวมแล้วคีโอว์น อยู่กับทีมเป็นเวลา 13 ฤดูกาล ลงสนามให้ทีม 449 นัด รวม2รอบ
คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกกับอาเซน่อล 3 สมัย เอฟเอคัพ 3 สมัย และแชมป์คัพวินเนอร์สคัพ 1 สมัย
ก่อนจะตัดสินใจย้ายไปอยู่กับ เลสเตอร์ ซิตี้ และเรดดิ้ง ในเวลาต่อมา
Pages: 1 [2] 3

พื้นที่โฆษณา ขนาด 728x90 พิกเซล
ติดต่อ 080-000-0000